BereftBook

 

คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะรีวิวยังไงดี เพราะหนังมัน"จบ"แบบไม่มีอะไรติดใจให้พูดถึงเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ถึงกระนั้น เราก็ควรจะเขียนถึงสักหน่อยในส่วนของความเสียดาย จขบ.เป็นแฟนทิม เบอร์ตันอ่ะนะ แต่ถ้าน้าทิมยังการบ้านส่งดิสนีย์แบบนี้อีกหลายๆเรื่อง สงสัยแฟนๆจะหดหายเข้าสักวัน  - -"

*

Curiouser and curiouser

โดยส่วนตัว จขบ.มองว่าหนังฉบับปี 2010 นี้เป็นการเอาการ์ตูนดิสนีย์มารีเมค มากกว่าจะเอาวรรณกรรมมาเล่าใหม่ ตามปากคำของคนสร้าง เขาก็บอกว่าหยิบยกวัตถุดิบจากทั้งสองเล่มคือ Alice's Adventures in Wonderland และ Through the Looking Glass มาขยำรวมกันแล้วทำให้มันโมเดิ้นขึ้น ด้วยการปรับให้อลิซเป็นตัวละครสาวที่กำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจ ในสังคมวิคตอเรียนที่ผู้หญิงไม่ค่อยจะได้ตัดสินใจ

แต่ว่า........ด้วยความที่หนังมันเล่นง่ายจัด มันก็เลยสูญเสียธีมหลักที่เป็นหัวใจของ Alice in Wonderland ไปเลยอ่ะจิ

เอนี่เวย์ หนังดูสนุกเพลินๆดี ไม่เสียดายตังค์นะเออ (แมวเชสเชอร์นี่มันช่างโมเอะ~) นักแสดงก็เหมาะสมกันดี (นางเอกนี่มันนางในอุดมคติของน้าทิมชัดๆ สวยแบบซีดๆ ผมทองหยิกๆยาวๆ ทำหน้าท้องผูกตลอดเวลา) สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูหรือขี้เกียจอ่าน คอมเม้นท์ของจขบ.ก็มีเท่านี้แหละจ๊ะ ฮา

ส่วนท่านที่ขี้สงสัยพอๆกัน อ่ะ อ่านต่อ

Down the rabbit hole

หนังสือ:

หนึ่งในแก่นหลักเด่นชัดของวรรณกรรม Alice คือการตามหาตัวเองและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ในภาคแรก Alice's Adventures in Wonderland นางเอกเป็นตัวแทนของเด็กที่กำลังจะต้องก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ ที่มองโลกด้วยสายตาตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแบบเด็กๆ ซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่ผู้ใหญ่เห็น เด็กแบบอลิซอาจจะมองว่าการใส่เสื้อสีมาเดินพาเหรด ฟังคนพูดจาวกไปวนมาบนเวทีมันเพี้ยนสิ้นดี ไม่เข้าใจว่าทำไมการเข้าสังคมต้องเฟคเข้าหากัน (ขัดกับผู้ใหญ่ที่มองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติมาก จึงกลายเป็นว่าอีนี่มันคิดอะไรแปลกๆ ต้องล้างสมองซะใหม่)

การไปวันเดอร์แลนด์ ทำให้อลิซพบว่าโลกนี้จริงๆแล้วมีแต่คนบ้า โลกนี้เต็มไปด้วยคำถามไร้สาระที่ไม่มีคำตอบ (จากงานเลี้ยงน้ำชาประสาทกิน) และผู้ใหญ่วัยทองที่ไม่มีเหตุผล (The Duchess ที่หนังตัดออกไป ไม่ก็เอาไปรวมร่างกับ The White Queen แทนละมั้งนะ)

ตอนที่มาถึงวันเดอร์แลนด์ใหม่ๆ อลิซรับไม่ค่อยได้ และไม่กล้าที่จะประกาศความเป็นตัวของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่ในตอนท้ายอีหนูอลิซก็สามารถเนียนบันเทิงกับคนอื่นๆได้ แถมลุกขึ้นมาเถียงราชินีโพแดงฉอดๆแบบไม่กลัวอะไรเลยอีกต่างหาก ซึ่งสื่อให้เห็นว่าโตขึ้นและมองโลกด้วยมุมมองใหม่

ในภาคสอง Through the Looking Glass เป็นการสะท้อนมุมมองของผู้เขียนที่มีต่อเล่มแรก มีธีมที่ขยายออกและลึกกว่าเดิม (นัยว่าเป็นเงาอีกฟากหนึ่งของ Wonderland) เช่น การพบกับ The Red King และไอเดียที่ท้าทายคนอ่านว่าตกลงอลิซฝันไปเองเหมือนคราวที่แล้ว หรืออยู่ในความฝันของคนอื่นและไม่ได้มีตัวตนอยู่เลยตั้งแต่แรก (ฟังดูปัดย๊าปรัชญา ภาษาหรูหราเขาเรียกว่า Existentialism) ซีเครียดมากมาย เป็นการตั้งคำถามแบบผู้ใหญ่ที่เจริญเติบโตกว่าเล่มแรก และแม้แต่การดำเนินเรื่อง การผจญภัยของอลิซยังอยู่บนกระดานหมากรุก โดยอลิซกลายเป็นหมากตัวหนึ่ง ต้องโค่นสมุนเพื่อก้าวไปเป็นควีนให้ได้

หนัง:  

หนังเปิดมาด้วยสาวอลิซวัยสิบเก้า ที่กำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับสถานการณ์ตรงหน้า กระต่ายใส่เสื้อโค้ทตัวหนึ่งก็โผล่มาเคาะนาฬิกา แล้วเธอก็ตัดสินใจตามกระต่ายไป คุณกระต่ายมาเยือนเปรียบได้กับการเตือนว่าวัยเด็กและจินตนาการ (หรือความเป็นตัวของตัวเอง) กำลังจะหมดไป ถ้าอลิซเลือกที่จะไม่เห็นกระต่ายตัวนั้น หรือไม่ตามไป นั่นก็แปลว่าเธอจะก้าวไปสู่โลกของผู้ใหญ่เต็มตัว และทิ้งจินตนาการ และ Childhood เอาไว้ตรงนั้น

หนังเองก็พยายามจะแตะๆจุดที่ว่าด้วยการตามหาตัวตน ผ่านการตั้งคำถามว่าเธอคือ The Alice หนึ่งเดียวคนนี้รึเปล่า ใช่อลิซคนเดียวกับที่เคยมาในอดีตหรือไม่ แต่ด้วยความที่หนังเลือกที่จะสดใสซาบซ่า ก็เลยไม่เล่นคำถามแบบผู้ใหญ่เลย (คือ...ถ้าเล่นพอยท์นี้ หนังคงออกมาดาร์กๆ โกธิคๆกว่านี้ โฮวววว เอาทิม เบอร์ตันคืนมา)

สุดท้ายเราเลยได้แต่ประเด็นที่ว่า เธอคืออลิซคนเดียวกับอิเด็กเวิ่นเว้อคนนั้นรึเปล่า (เห็นเขาแปล muchness ว่าลูกบ้า ซึ่งก็เข้าใจได้ง่ายกว่านะ ^^")

ที่น่าเสียดายคือหนังสือมีอะไรต่อมิอะไรให้หยิบยืมตั้งแยะ แต่หนังดันเล่นกันง่ายๆนี่แหละ ด้วยการเล่าเรื่องโดยใช้สูตร Hero's Journey ชนิดฉีกซองเติมน้ำร้อน - -" อลิซเป็นเด็ก"คนนั้น"ในตำนาน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าอยากจะเป็นรึเปล่า (reluctant hero) มีปมที่ยังขบไม่แตก ระหว่างทางค้นพบมิตรภาพ มีอุปสรรคเป็นครั้งคราว มีตัวละครลับมาช่วย ปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตาย ทำสงครามครั้งใหญ่ แล้วก็กลับบ้าน...

ที่ลักลั่นย้อนแย้งก็คือ การเล่าเรื่องด้วยสูตรนี้มันก็เวิร์คในหลายๆครั้ง เพราะเชื่อมต่อกับคนดูได้รวดเร็ว แต่กับเรื่องนี้ สงสัยเพราะมันเชื่อมไวไปหน่อย ก็เลยขาดอารมณ์ร่วมอ่ะจ๊ะ (เหมือนจะไปอ่านวิจารณ์ของใครหว่า ที่บอกว่าหนังของทิม เบอร์ตันทุกเรื่องมักจะมี emotion หรือ soul อะไรสักอย่างที่คนดูรู้สึกอินได้เสมอ แต่เรื่องนี้มันไม่มีอ้ะ ราวกับโดนเจี๋ยนทิ้งไว้ในสตูดิโอ) เนื่องจากจขบ.อาจจะหวังว่าจะได้เห็นอะไรมืดๆครึ้มๆบ้าง ไม่ต้องถึงระดับ Pan's Labyrinth ที่เป็นอลิซโคตรระทม แต่ด้วยความที่เวอร์ชั่นนี้สว่างเกินไป เลยติดจะกร่อยๆไปหน่อยจ๊ะ 

*

The Queen's Croquet Ground

หนัง:

หนังหยิบเอาคาแรกเตอร์ของ Queen of Hearts ในภาค AAIW มารวมร่างกับ Red Queen ใน TTLG ...แต่ที่มันทะแม่งแปร่งๆก็คงเพราะว่า คาแรกเตอร์ของราชินีสองคนนี้ไม่เหมือนกันซะหน่อยนิ พอหนังเอามารวมร่างเป็นหนึ่งเดียว มันเลยดูทะแม่งๆ (แต่สงสัยจะด้วยความที่ป้าเฮเลน่ารับบทนี้ ในบางโมเม้น มันเลยดูปกติมาก ฮาาา) จริงๆแล้วคงเป็นผู้หญิงขาดความรักความอบอุ่น มีปมด้อยเป็นหัวแตงโมโตไปหน่อยเมื่อเทียบกับน้องสาว ชีถึงได้ชอบมีบริวารเป็นตัวประหลาด เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าแปลกอยู่คนเดียว

หนังสือ:

Queen of Hearts ในภาคแรกเป็นตัวแทนของความกราดเกรี้ยวไร้สติ กริ้วทีแหกปากที เอะอะก็ไล่ให้เอาไปตัดหัวทิ้งให้หมด เป็นคนโผงผาง และไม่มีความสง่างามแบบราชินี

ตรงกันข้ามกับ Red Queen  ที่เป็นตัวแทนของความเฮี้ยบ ไซโคให้อลิซต้องอยู่ในกรอบและกฎเกณฑ์ เร้ดควีนเป็นผู้ใหญ่ไฮโซวเมื่อเทียบกับควีนโพแดงที่ใช้อารมณ์เป็นหลัก ลักษณะเหมือนเด็ก เร้ดควีนเลยสะท้อนถึงการวางตัวและการสร้างสถานภาพทางสังคมซึ่งเป็นไอเท็มที่อลิซต้องใช้ในการโตเป็นผู้ใหญ่

*

What Alice Found There

สิ่งหนึ่งที่น่าสงสัยคือ หนังจงใจตั้งชื่อให้ตัวละครทุกตัว รวมทั้งสถานที่ในวันเดอร์แลนด์ (ที่โดนเปลี่ยนชื่อเป็นอันเดอร์แลนด์...อีกต่างหาก) จนเผลอคิดไม่ได้ว่า นี่มันก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกันแล้วนี่หว่า ฮา...

ว่ากันว่า การตั้งชื่อให้เป็นการสร้าง personality เพิ่มความผูกพันระหว่างคนดูกับตัวละครนั้นๆ ดังที่อลิซตั้งใจจะจดจำอันเดอร์แลนด์และเพื่อนๆเอาไว้ ตรรกะมันคงจะประมาณว่าถ้ามีชื่อ ก็แสดงว่า มันไม่ใช่จินตนาการล้วนๆ แต่เป็นสิ่งที่เป็นจริงได้ หรือเป็นจริงในมิติอื่น

*

Off with his head!

Alice ถูกตีความไปล้านเจ็ดรูปแบบ (แม้ว่า Lewis Carroll จะยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าเขียนให้เด็กอ่านจริงจริ๊งงง...) อีกทั้งยังมีการเสียดสีและสะท้อนสังคมวิคตอเรียนกลายๆ ระหว่างบรรทัด ไม่ว่าคนเขียนจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

อลิซกลายเป็นหนึ่งในไอคอน เวลาได้ยินชื่อ"อลิซ"ในหนังหรือหนังสือ บางทีแทบจะเดาล่วงหน้ากันไปก่อนเลยทีเดียวว่าจะเชื่อมโยงกับธีมอะไรได้บ้าง เช่น Coming of Age, สาวน้อยช่างฝัน หรือจะเด็กสาวฝันสลายก็ยังได้

หนึ่งในการตีความที่น่าสนใจคือประเด็นทางประวัติศาสตร์และการเมืองของอังกฤษ เพราะฉากทาสีกุหลาบจากสีขาวให้เป็นสีแดง ซึ่งทำให้โยงไปถึง War of the Roses ได้ สงครามระหว่างสองราชวงศ์นี้ ฝ่ายแดงคือแลงคาสเตอร์ ฝ่ายขาวคือยอร์ก (แต่เรื่องนี้มันยาวจังเนาะ...เล่าโดยย่อให้ไม่ไหวอ่า สรุปให้ว่ายอร์กชนะ ) ควีนโพแดงจึงต้องเป็นควีนมาร์กาเร็ต อีกทั้งประโยคเด็ด Off with his head! ก็ยังไปพ้องกับสิ่งที่เชคสเปียร์เคยเขียนเอาไว้ในละครอีกด้วยนะเออว์

(และทารกเบบี๋ที่กลายเป็นหมูของดัชเชสก็คือ Richard III ที่เอียน แมคเคลเลนเคยนำแสดง :D คนเดียวกับที่จับหลานชายสองคนไปขังตายกลายเป็นผีเซเลบในหอคอยลอนดอนนั่นแหละจ๊ะ)


* 

Why is a raven like a writing desk?

คำถามยอดฮิตนี้มีคำตอบที่ถูกต้องคือ มันไม่มีคำตอบ ฮา...

จริงๆแล้วสามารถตีความได้หลายแนวโดยไม่มีใครผิดหรือถูก เนื่องจากคนเขียนเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้คำตอบที่แน่นอนเหมือนกัน (ยกเว้นที่ตอบให้หายคันแบบเล่นคำไปมา)  

แต่จขบ.ก็ชอบคำตอบที่ว่า "เพราะโพเป็นคนเขียน" นะจ๊ะ :D

*

ไม่ได้อัพบล็อกมานานเหมือนกันนะเนี่ย ว่าจะรือทำใหม่แล้วเหมือนกัน ในเร็ววัน (ซ้าาธุ)

พอไปดูอลิซเวอร์ชั่นนี้มาแล้ว พบว่าไม่เหมือน Looking Glass Wars เลยสักกะนิด แต่การมาถึงของอลิซเวอร์ชั่นนี้ทำให้ LGW โดนดองยาวออกไปอีก - -" กรรม

 

Bookworm Tag

posted on 01 Jun 2009 22:38 by vendetta in BereftBook

 ได้ีัรับแถกนี้มาจากคุณ illumin จ๊ะ ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ (ที่ทำให้เรามีอะไรทำ เอ้อววว) ได้ข่าวว่าดร๊าฟท์ทิ้งไว้เป็นชาติเศษกว่้าๆแล้ว แต่เกิดอยากจะเข้า้เทศกาล June Write กับเอ๊กซ์ทีนเลยขุดขึ้นมา เอิ๊กก

*

And there are so many stories to tell, too many, such an excess of intertwined lives events of miracles places rumours, so dense a commingling of the improbable and the mundane!
- Salman Rushdie, Midnight's Children 

1. แนะนำตัวมา

- A poor player, that struts and frets his hour upon the stage, and then is heard no more. 

2. ปกติอ่านหนังสือแนวไหน

- วรรณกรรมล้าสมัย
- วรรณกรรมร่วมสมัย
- วรรณกรรมล้ำสมัย
- ดราม่าล่ารางวัล
- เห่อตามกระแส
- ไซไฟ-แฟนตาซี
- ทริลเลอร์ระทึก
- อัตชีวประวัติ
- เรื่องจริงอิงโม้นิดๆ
- เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่แย่งอ่าน 
- พีเรียด
- บลาๆๆ จ๊ะ  

3. แล้วไม่ชอบแนวไหนบ้างหรือเปล่า

-หนังสือฮาวทู หนังสือช่วยเวทนาตัวเอง o.O' กอสสิปบันเทิงเรื่องของชาวบ้านคืองานของเรา (เพราะอ่านในเว็บเอา ของฟรีก็มีในโลก) 

และหนังสือธรรมะ อันนี้ไม่เชิงไม่ชอบ แต่ยังอยู่ในโมเม้นท์บาปหนา กิเลสมาก ไร้คุณธรรม และรู้ตัวว่ายังไม่อาจปล่อยวาง ดังนั้นจึงยังไม่ถึงเวลาที่อ่านแล้วจะเข้าใจอย่างถ่องแท้จ๊ะ 

4. หนังสือเรื่องแรกที่อ่านเอง (หรือเรื่องแรกที่จำได้ว่าอ่าน)

- ...หนังสือพิมพ์

(ช่างเป็นความทรงจำที่ไม่น่าประทับใจเ้ล้ย) 

เอาจริงจัง น่าจะเป็นนิทานภาพ แต่จำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร 

5. แล้วเรื่องล่าสุดล่ะ

- Daphne ของ Justine Picardie เป็นเรื่องของ อ่า Daphne Du Maurrier นักเขียนดังในอดีตที่ห้าสิบกว่าปีที่แล้วออกตามหาความจริงของ Branwell Brontë หนุ่มนักเขียนผู้ล้มเหลวในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว โดยมีนางเอกผู้จืดจางในปัจจุบันมาตามหาความจริงของแดฟนีอีกที แล้วเรื่องของนางเอกผู้จืดจางก็ซ้อนทับกับ Rebbecca ผลงานดังของ Daphne Du Maurrier อีกที

(หลายชั้นหลายเลเวลเหลือเกินเนาะ) แต่ก็ปรากฎว่าอ่านสนุก เขียนดีกว่าที่คิดไว้ค่ะ  

6. นักเขียนที่ปลื้ม

โหว...เดี๋ยวนะ นึกไม่ออก

- J.R.R. Tolkien : เป็นภาคไซโคตัวเอง ฮา 
- Emily Brontë : ปลื้มอยู่เรื่องเดียวแหละ
- Daphne Du Maurrier : ดิฉันว่าชีพิลึก
- Neil Gaiman : นานๆอ่านทีก็ปลื้มที แต่ถ้าอ่านติดๆกันจะรู้สึกว่าเค้าเขียนหนังสือไม่สนุกเลยยย
- Phillip Pullman : ปลื้มเวลาเค้าเขียนเรื่องยาวๆเช่น His Dark Materials หรือ Sally Lockhart's Adventures แต่หลังๆดันไม่ค่อยเขียนแล้ว - -"
- Chuck Palaniuk : แนวเกิ๊น แต่ตอนอ่าน Fight Club ก็ปลื้มอ่ะจ๊ะ
- Nick Hornby : เมื่อก่อนปลื้มมาก เดี๋ยวนี้เฉยๆอีกแล้ว
- Gregory Maguire : ปลื้มไอเดีย (แต่ไม่ไ้ด้ตามซีรีส์ Wicked ละ มันเริ่มเวิ่นเว้อออ) 
- Robert A. Heinlein : ก็ปลื้มมม
- Anne Rice : กับ The Vampire Chronicles อันลือลั่น...ที่ผ่านไปแล้ว
- Michael Ende : แถมๆ
- Antoine de Saint-Exupery : เจ้าชายน้อย แผ่นดินของเรา
- Patricia Highsmith : เจ้าแม่แห่งความวาย o.O' ดาร์กๆและคลาสสิกแปลกๆ ฮา
- Susan Kay : คนนี้โด่งดังในวงจำกัดชนิดที่่ว่าทุกคนที่เคยอ่าน The Phantom จะยกให้มาเป็นอันดับหนึ่งตลอดกาล เวลามีคนถามหา The Phantom of the Opera ฉบับเขียนใหม่ที่ไม่ใช่ของ Gaston Leroux (บางโมเม้นท์ที่ป้าเขียนมันแจ่มกว่าของเลอรูซ์เองซะอีก โปรแฟนธ่อมได้แร๊งงงจริงๆ)

เอนี่เวย์ หัวข้อนี้จขบ.สามารถเพ้อเจ้อไปได้ถึงโลกหน้าเลยทีเดียว...เพราะฉะนั้นควรหยุดชะงักแต่เพียงเท่านี้ 


7. สำนักพิมพ์ที่ชอบมากที่สุด

- ไม่มีหรอกจ๊ะ 

8. แล้วมีสำนักพิมพ์ที่ไม่ชอบเป็นพิเศษหรือเปล่า

- ก็ไม่มีอีก

9. หนังสือ 5 เรื่องที่ชอบสุดๆ

- พิจารณาจากข้อหกแล้ว ข้อนี้ตอบยากกว่าอีก เพราะจขบ.เป็นพวกแล้วแต่อารมณ์มากๆเลยจ๊ะ  

10. หนังสือเรื่องแรกที่ทำให้น้ำตาไหล

- ม...ไม่มี (เป็นคนใจทมิฬหินชาิติ)

11. แล้วเรื่องล่าสุดล่ะ

- ยังไม่มี๊

12. ชอบนิทานภาพเรื่องไหนมากที่สุด

- เอ่....

อ่ะ ยกให้ Le Petit Prince ของ Antoine de Saint-Exupery ละกัน (ตอนแรกว่าจะตอบ the Lord of the Rings เวอร์ชั่นที่มี Alan Lee วาดภาพประกอบ...แต่ได้ข่าวว่ามันไม่ใช่นิทาน) 

13. นิยายแฟนตาซีที่คิดว่าสุดยอด

เอ่อม นึกก่อน 

- The Silmarillion : J.R.R. Tolkien (เออ เค้าก็เขียนไปได้)
- The Once and Future King : T.H. White (มันสุดตรีนมั่กๆ)
- His Dark Materials : Philip Pullman (มันโมเดิ้นสุดๆ)
- The Neverending Story : Michael Ende (มันไม่จบ...ไม่ใช่ละ - -")
- The Prestige : Christopher Priest (มันผีจริงๆนะ) 
- The Historian : Elizabeth Kostova (มันก็มีความ 'สุดยอด' ของมันอยู่นะ ฮ่า อย่างน้อยก็ความพยายามและความหมกมุ่นในท่านเคานท์แดร็กคิวลาของคนเขียน ชนิดที่ว่า ไม่รักจริงเขียนไม่ได้นะเว้ยยย นิยายบ้าอะไรก็ไม่รู้เดวิ่นเดว้อเป็นที่สุด - -" และจขบ.ก็พีคมากกตอนอ่าน ดันเสือกอารมณ์เสียเพราะบทสรุปของมันเท่านั้นเองค่ะ เป็นที่สุดของความเสียดายวัตถุดิบ)  

14. ถ้าแนวไซไฟล่ะ

อ่า...บอกไว้ก่อนว่าจขบ.มิใช่มนุษย์ไซไฟตัวแม่ ไม่ใช่มนุษย์ไซไฟซะหน่อยนึงเลยเพราะกลัวแล้วรู้สึกตัวว่าเป็นแม่บ้องตื้น (เบื่อข้อสงสัยที่ว่า 'อ่านรู้เรื่องด้วยเหรอ?' เลยเลิกดีกว่าจ๊ะ รู้ไม่รู้ก็เรื่องของกรูอยู่ดี เชร้อออ~)

ดังนั้น ลิสต์ของเราจึงไร้เทพขริงๆ ฮา...

- Chronicles of Ender : Orson Scott Card (จขบ.ชอบคาแรกเตอร์แอ๊งๆของพระเอก) 
- The Moon is A Harsh Mistress : Robert A. Heinlein (จขบ.เลือกเพราะมันเน้นประเด็นอื่นมากกว่าวิทยาศาสตร์) 
- Out of the Silent Planet : C.S. Lewis (จขบ.เกรียนว่ะ o.O' เรื่องนี้เป็นไซไฟเรื่องเดียวของคนเขียนนาร์เนีย อันที่จริงมันเป็นไตรภาค แต่ชอบเล่มแรกเล่มเดียวจ๊ะ)
- Do Androids Dream of Electric Sheep? : Philip K. Dick (จขบ.นิยมแก่นเรื่องของนักเขียนคนนี้มาก แต่ไม่ค่อยชอบจะอ่านเท่าไหร่ เพราะจขบ.ว่า...มันอ่านได้ไม่สนุกมากอย่างที่ใจอยากให้เป็น ฮา เอนี่เวย์ ไม่ว่าจะเรื่องไหนๆ เขามักจะเล่นกับความจริง ความลวง ตัวตนและ Alternated Universe แต่เลือกเรื่องนี้เพราะ...จขบ.รางเลือนทั้งเวอร์ชั่นหนัง Blade Runner และเวอร์ชั่นหนังสือ กร๊ากกก *หัวเราะเพื่อ?* 

อนึ่ง จขบ.ว่า Philip K. Dick คือหนึ่งในผู้มีพระคุณอันดับต้นๆของหนังแอ็คชั่น-ไซไฟและหนังแนวๆแห่งฮอลลีหวูดเลยทีเดียวเชียว นอกจากหนังที่ดัดแปลงมาจากเรื่องที่มีอยู่เดิมอย่าง Blade Runner, Minority Report, Scanner Darkly อะไรงี้แล้ว หนังแบบ Matrix, Gattaca, Dark City, the Thirteenth Floor, หนังที่เล่นกับความเป็น AU และการค้นหาตัวตนที่แท้จริงในโลกจอมปลอม (อย่างบทหนัง Being John Malkovich, Eternal Sunshine of the Spotless Mind มันก็มีส่วนนะ)

อีกคนที่จขบ.ชอบมากและเล่นธีมคล้ายๆกับลุงฟิลฯคือ Christopher Priest จ๊ะ แต่ไม่รู้ว่าควรจะจัดว่าเป็นไซไฟหรือแฟนตาซี เลยไม่จัดซะเลย เอิ๊ก (ตามร้านหนังสือจัดงานของพรีสท์ไว้มุมไซไฟ แต่จะว่าไป มันก็ไม่เชิงอ่ะ  สับสนชีวิตโหมด - -")

15. เรื่องสั้นที่ชอบมากที่สุด

- ฮืมมมมม

Stardust ของ Neil Gaiman ก็ได้แหละ 

16. มีวรรณกรรมเยาวชนเรื่องไหนที่ถูกใจมากๆ บ้าง

- อืมม์...ลิสต์ของจขบ.ส่วนใหญ่เยาวชนเค้าก็อ่านกันนะคะ เอิ๊ก

17. หนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกว่า "กูไม่น่าเสียเวลาเลย..."

- เยอะแยะไปโม้ด   

ล่าสุดต้องนี่เลย 'ปริศนาวงกตกุหลาบ' หรือ The Rose Labyrinth โอ๊ย พระแม่เจ้า! ต้องการอะไรจากสังคมห๊าา

18. อยากให้เด็กไทยได้อ่าน

-อยากให้เด็กไทยอ่านแล้วได้คิด (โดยไม่ต้องแถ) มากกว่า

19. หนังสือที่ใช้เวลาอ่านนานที่สุด

- ณ บัดนาวสงสัยจะเป็น Gormenghast Trilogy ของ Mervin Peake (ติดแหง็กมันตั้งแต่ต้นเรื่องเล่มแรก...เหมือนตอนอ่าน LOTR ไม่มีผิด - -") กับทุกเรื่องของ Umberto Eco เพราะหลับก่อนทุกทีค่ะ ค้าง The Name of the Rose มาจะสิบปีแล้ว...เคยมีความคิดจะอ่านต่อเมื่อสักสามสี่ปีที่แล้ว แต่เปลี่ยนใจ กร๊ากก *หัวเราะกลบเกลื่อน* จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้กลับไปอ่านต่อ 

20. ประโยคจากหนังสือประโยคที่ชอบที่สุด

- ไม่ค่อยได้จำและจำไม่ค่อยจะได้ ปกติเวลาจะ quote ก็เสียเวลา เปิดหนังสือเอาง่ายกว่าัมั้งนะ 

21. ร้านหนังสือร้านโปรด

- ไปตามอารมณ์ ปกติอยู่ได้ทุกร้านจ๊ะ

22. เรื่องที่อยากได้ตอนนี้

- อยากอ่านนิยายของ Susan Kay อีก อยากอ่านเล่มจบของ The Traveler อยากอ่านงานใหม่ๆของ Audrey Niffennegger (คนเขียน Time Traveler's Wife) อยากอ่านนิยายวายดีๆ (...ไม่ใช่ละ) 

อยากอ่านเรื่องใน Lost Road and Other Writings ฉบับสมบูรณ์ๆ (อันนี้คงไม่มีโอกาสเพราะคนเขียนตายไปนานแล้ว ฮา) 

23. คิดว่าตัวเองอ่านหนังสือเยอะไหม

- เคยอ่านเยอะกว่านี้จ๊ะ ณ ปัจจุบันถือว่าน้อยลงมากแล้ว 

24. มีหนังสือเรื่องไหนที่มีอิทธิพลต่อความคิด หรือต่อชีวิตบ้างหรือเปล่า

- มากมายหลายเรื่อง บางทีจขบ.จะเป็นงี้ กล่าวคือจังหวะหนึ่งอ่านหนังสือสไตล์หนึ่งซ้ำๆกัน ทำให้เกิดอาการก้านสมองอักเสบ ไอเดียกระฉูด ก็ถือว่ามีอิทธิพลต่อความคิดได้ 

25. สามสี่ปีมานี้ รู้สึกว่าหนังสือแพงขึ้นบ้างหรือเปล่า

- หนังสือฝรั่งตรึงราคาเดิมมาพักนึงแล้ว มีอยู่ช่วงนึงที่ราคาถีบตัวตามค่าเงินดอลล่าร์ ซื้อหนังสือทีรู้สึกอยากเป็นลม - -" ส่วนหนังสือไทยเดี๋ยวนี้แพงขึ้นจ๊ะ แต่ของมันแพงขึ้น ก็เข้าใจๆ

26. สมมุติ กำลังจะตายในอีก 1 เดือนข้างหน้า หนังสือเล่มที่อ่านเล่มสุดท้ายจะเป็นเรื่องอะไร

- ไม่รู้เหมือนกันจ๊ะ แต่อาจจะเริ่มอ่านเล่มที่บอกว่า Thus everything dies. Only mortals die forever. เพราะคิดไม่ออก ฮา   

27. tag ต่ออีก 4 คน

- คนทีี่นึกอยากจะทำ
- คนที่หาเรื่องอัพตามกระแส June Write (ทำให้นึกถึงเทศกาล NanoWriMo เลย ซึ่งจขบ.พลาดทู้กกกปี ^^")
- คนที่เห็นแก่ความเิลิฟที่มีต่อจขบ. จรุ๊ฟส์ๆ
- คนที่รู้สึกขี้เกียจว่ะ ทำไมกรูต้องเล่นแถกด้วย

 

 

สะสางรีวิวดีก่า...(ก่อนจะมาลงรูปต่อ ฮา)

 

Never Let Me Go : Kasuo Ishiguro

เนื่องจากเห็นว่าเล่มมันบางๆ จขบ.เลยแบกขึ้นเครื่องตอนไปเกาหลี เมื่ออ่านจบและพบว่า...มันน่าเบื่อมากกก *กรีดร้องโหยหวน* ถึงแม้ว่าพล็อตจะน่าสนใจ Kazuo Ishiguro เป็นนักเขียนที่ชอบ อีกทั้งยังเป็นหนังสือระดับรางวี่รางวัล แต่จขบ.ก็ยังจะกรีดร้องอย่างภาคภูมิว่ามันน่าเบื่อมากกก

ทั้งนี้ ไม่ได้แปลว่ามันเป็นหนังสือไม่ดี และใครจะคิดว่ามันจะเป็นมาแนวไซไฟ-ดราม่าขนาดหนัก o.O (แม้ว่าความดราม่าสุดตรีนนี่รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วตั้งแต่เห็นชื่อคนเขียน มันไม่ใช่ Battlestar Galatica หรอกมั้งจ๊ะ...เพราะมันไร้แอคชั่นไปเลยอ้ะ ฮา)

จะว่าไป มันก็เป็นหนังสือที่น่าเบื่ออย่างจงใจ - -" ซึ่งจขบ.ว่าการเขียนหนังสือให้หวือหวาน่าจะง่ายกว่าเขียนให้เรียบ น่าเบื่อ แต่ละเมียดละไม เหมือนทยอยเขียนไปทีละคำๆ แยบยลเสียจนคนอ่านปฏิเสธไม่ได้ว่า เออ...คนเขียนมันเก่งว่ะ มันต้องเก่งแน่ๆ ไม่งั้นคงทำอะไรแบบนี้ไม่ได้

เรื่องนี้มี first-person narrator คือนางเอก Kathy H. ซึ่งเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมด แล้วชีก็มีชีวิตที่เหมือนจะ "ถูกลิขิตเอาไว้แล้ว" ชีวิตที่ถูกลิขิตนั้นมันไม่เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไปเลย...แต่มันก็ไม่ได้ตื่นเต้นหรือบันเทิงอะไรเลยเช่นกัน ภาษาของเคธี่เป็นภาษาพูดแบบเรียบๆ (เพราะชีเรียบร้อย ไม่โลดโผน) ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ปรากฎว่าไม่ใช่ซะงั้น

Kathy H. เล่าว่าเธอและผองเพื่อนโตมาในโรงเรียนประจำที่ชื่อเฮลแชม ซึ่งเป็นเหมือนอีกโลกนึงไปเลย เด็กทุกคนเป็นเด็กพิเศษ (ทุกคนมีนามสกุลเป็นตัวย่อหมด) การศึกษา การเรียนรู้ก็ไม่เหมือนกับของโลกภายนอก ในโรงเรียนมีความลับแปลกๆ และอย่างที่บอกว่าอนาคตของเด็กพวกนี้โดนกำหนดไว้แล้ว ให้อยู่ในฐานะของผู้บริจาค

(จริงๆแล้วพล็อตเหมือนการ์ตูนออกอวกาศเรื่อง 'เจ้าหญิงจันทรา' หน่อยๆมะ? ฮา)

ไหนๆก็ไหนๆ จขบ.ขอสปอยล์ละกัน XD เด็กๆในเฮลแชมเป็นมนุษย์โคลนค่ะ โครงการนี้เริ่มต้นตั้งแต่หลังสงครามโลกและสมมติว่าวิทยาการก้าวหน้าจนคนเราสามารถทำโคลนนิ่งได้สำเร็จ และแล้วเหล่า "คนดี" ทั้งหลายก็มีมนุษยธรรมด้วยการพยายามสอนและปลูกฝังศิลปะและวัฒนธรรมลงไปด้วย (อารมณ์เหมือนเลี้ยงหมูในห้องแอร์ ให้กินแต่ของดีๆ วิ่งเล่นหลั่นล้าๆจะได้มีแฮปปี้ และกลายเป็นเนื้อที่อร่อย กินแล้วไม่จิตตก o.O') 

จุดประสงค์ในการมีอยู่ของเด็กพวกนี้ก็คือการเป็นผู้บริจาคนั่นเอง ชีวิตของมนุษย์โคลนจึงไม่มีนามสกุล ไม่มีเป้าหมายอื่นในชีวิต มีรัก โลภ โกรธ หลง แต่ก็อยู่ไปวันๆแบบที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำกว่ากำลังอยู่ไปวันๆ เพราะไม่สามารถถีบตัวเองออกจากกรอบที่ถูกวางเอาไว้ได้  

คนเขียนดึงคนอ่านให้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศแปลกแยก มีชีวิตแบบไร้ชีวิตชีวา ตัวเคธี่ก็ย้ำว่า ชีก็ไม่รู้ว่าโลกภายนอกมันเป็นยังไง หรือที่ที่เราๆ (คนอ่าน) อยู่กันนั้นเค้ามีวัฒนธรรมอย่างไร แต่ที่เฮลแชมที่เธออยู่นะ มันเป็นอย่างนี้...โดยทิ้งให้คนอ่านรู้สึกได้เองว่ามันเหมือนอยู่ต่างมิติ หรืออยู่กันคนละโลกเลยว่ะ พวกนี้ทำไรกันประหลาดๆเนอะ ฯลฯ

จขบ.เข้าใจว่านั่นคงเป็นเจตนาของคนเขียนในการสร้างความลักลั่นย้อนแย้งให้บังเกิดแก่คนอ่านค่ะ ความแตกต่างของโลกภายนอกกับโลกโรงเรียนกินนอนของนางเอก เรารู้สึกว่าโลกของนางเอกโคตรไม่มีสีสัน โคตรน่าเบื่อ ทุกคนอยู่ในกรอบเดียวๆกันหมด แต่เอาเข้าจริง พอมาคิดดูใหม่ มันก็ไม่ได้ต่างจากโลกแห่งความเป็นจริงเท่าไหร่เลย (ถึงแม้ในเฮลแชมจะไม่เล่นกีฬาสีกันก็ตาม)

บทสรุปของเรื่องก็ธรรมดาแบบไม่ธรรมดา เพราะมันคือความจริงที่ธรรมดาแต่ก็บัดซบมาก และคนอ่านอย่างเราๆก็รับรู้อย่างเปิดว่ามันต้องลงเอยแบบนี้แหงๆมาตั้งแต่กลางเรื่อง

(ตกลงนี่ชั้นอ่านไปทำไมเนี่ย *ล้มโต๊ะ*)

ก็ตอบได้อยู่ดีแหละค่ะว่าอ่านเพื่อความกระจ่าง ฮา... 

*

The Quote

"I was weeping for an altogether different reason. When I watched you dancing that day, I saw something else. I saw a new world coming rapidly. More scientific, efficient, yes. More cures for the old sicknesses. Very good. But a harsh, cruel world. And I saw a little girl, her eyes tightly closed, holding to her breast the old kind world, one that she knew in her heart could not remian, and she was holding it and pleading, never to let her go".

เป็นย่อหน้าที่สรุปแก่นเรื่องได้ดีง่ายๆว่าความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้โลกร้อนนั่นเองจ๊ะ ^^" สังคมเสื่อมลงเพราะเราไม่ได้ถูกสอนมาให้สนใจอย่างอื่นมากไปกว่าเอาตัวให้รอด

น่าเบื่อมว้ากกก เนอะ

*