BereftBook

 

คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะรีวิวยังไงดี เพราะหนังมัน"จบ"แบบไม่มีอะไรติดใจให้พูดถึงเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ถึงกระนั้น เราก็ควรจะเขียนถึงสักหน่อยในส่วนของความเสียดาย จขบ.เป็นแฟนทิม เบอร์ตันอ่ะนะ แต่ถ้าน้าทิมยังการบ้านส่งดิสนีย์แบบนี้อีกหลายๆเรื่อง สงสัยแฟนๆจะหดหายเข้าสักวัน  - -"

*

Curiouser and curiouser

โดยส่วนตัว จขบ.มองว่าหนังฉบับปี 2010 นี้เป็นการเอาการ์ตูนดิสนีย์มารีเมค มากกว่าจะเอาวรรณกรรมมาเล่าใหม่ ตามปากคำของคนสร้าง เขาก็บอกว่าหยิบยกวัตถุดิบจากทั้งสองเล่มคือ Alice's Adventures in Wonderland และ Through the Looking Glass มาขยำรวมกันแล้วทำให้มันโมเดิ้นขึ้น ด้วยการปรับให้อลิซเป็นตัวละครสาวที่กำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจ ในสังคมวิคตอเรียนที่ผู้หญิงไม่ค่อยจะได้ตัดสินใจ

แต่ว่า........ด้วยความที่หนังมันเล่นง่ายจัด มันก็เลยสูญเสียธีมหลักที่เป็นหัวใจของ Alice in Wonderland ไปเลยอ่ะจิ

เอนี่เวย์ หนังดูสนุกเพลินๆดี ไม่เสียดายตังค์นะเออ (แมวเชสเชอร์นี่มันช่างโมเอะ~) นักแสดงก็เหมาะสมกันดี (นางเอกนี่มันนางในอุดมคติของน้าทิมชัดๆ สวยแบบซีดๆ ผมทองหยิกๆยาวๆ ทำหน้าท้องผูกตลอดเวลา) สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูหรือขี้เกียจอ่าน คอมเม้นท์ของจขบ.ก็มีเท่านี้แหละจ๊ะ ฮา

ส่วนท่านที่ขี้สงสัยพอๆกัน อ่ะ อ่านต่อ

Down the rabbit hole

หนังสือ:

หนึ่งในแก่นหลักเด่นชัดของวรรณกรรม Alice คือการตามหาตัวเองและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ในภาคแรก Alice's Adventures in Wonderland นางเอกเป็นตัวแทนของเด็กที่กำลังจะต้องก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ ที่มองโลกด้วยสายตาตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแบบเด็กๆ ซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่ผู้ใหญ่เห็น เด็กแบบอลิซอาจจะมองว่าการใส่เสื้อสีมาเดินพาเหรด ฟังคนพูดจาวกไปวนมาบนเวทีมันเพี้ยนสิ้นดี ไม่เข้าใจว่าทำไมการเข้าสังคมต้องเฟคเข้าหากัน (ขัดกับผู้ใหญ่ที่มองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติมาก จึงกลายเป็นว่าอีนี่มันคิดอะไรแปลกๆ ต้องล้างสมองซะใหม่)

การไปวันเดอร์แลนด์ ทำให้อลิซพบว่าโลกนี้จริงๆแล้วมีแต่คนบ้า โลกนี้เต็มไปด้วยคำถามไร้สาระที่ไม่มีคำตอบ (จากงานเลี้ยงน้ำชาประสาทกิน) และผู้ใหญ่วัยทองที่ไม่มีเหตุผล (The Duchess ที่หนังตัดออกไป ไม่ก็เอาไปรวมร่างกับ The White Queen แทนละมั้งนะ)

ตอนที่มาถึงวันเดอร์แลนด์ใหม่ๆ อลิซรับไม่ค่อยได้ และไม่กล้าที่จะประกาศความเป็นตัวของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่ในตอนท้ายอีหนูอลิซก็สามารถเนียนบันเทิงกับคนอื่นๆได้ แถมลุกขึ้นมาเถียงราชินีโพแดงฉอดๆแบบไม่กลัวอะไรเลยอีกต่างหาก ซึ่งสื่อให้เห็นว่าโตขึ้นและมองโลกด้วยมุมมองใหม่

ในภาคสอง Through the Looking Glass เป็นการสะท้อนมุมมองของผู้เขียนที่มีต่อเล่มแรก มีธีมที่ขยายออกและลึกกว่าเดิม (นัยว่าเป็นเงาอีกฟากหนึ่งของ Wonderland) เช่น การพบกับ The Red King และไอเดียที่ท้าทายคนอ่านว่าตกลงอลิซฝันไปเองเหมือนคราวที่แล้ว หรืออยู่ในความฝันของคนอื่นและไม่ได้มีตัวตนอยู่เลยตั้งแต่แรก (ฟังดูปัดย๊าปรัชญา ภาษาหรูหราเขาเรียกว่า Existentialism) ซีเครียดมากมาย เป็นการตั้งคำถามแบบผู้ใหญ่ที่เจริญเติบโตกว่าเล่มแรก และแม้แต่การดำเนินเรื่อง การผจญภัยของอลิซยังอยู่บนกระดานหมากรุก โดยอลิซกลายเป็นหมากตัวหนึ่ง ต้องโค่นสมุนเพื่อก้าวไปเป็นควีนให้ได้

หนัง:  

หนังเปิดมาด้วยสาวอลิซวัยสิบเก้า ที่กำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับสถานการณ์ตรงหน้า กระต่ายใส่เสื้อโค้ทตัวหนึ่งก็โผล่มาเคาะนาฬิกา แล้วเธอก็ตัดสินใจตามกระต่ายไป คุณกระต่ายมาเยือนเปรียบได้กับการเตือนว่าวัยเด็กและจินตนาการ (หรือความเป็นตัวของตัวเอง) กำลังจะหมดไป ถ้าอลิซเลือกที่จะไม่เห็นกระต่ายตัวนั้น หรือไม่ตามไป นั่นก็แปลว่าเธอจะก้าวไปสู่โลกของผู้ใหญ่เต็มตัว และทิ้งจินตนาการ และ Childhood เอาไว้ตรงนั้น

หนังเองก็พยายามจะแตะๆจุดที่ว่าด้วยการตามหาตัวตน ผ่านการตั้งคำถามว่าเธอคือ The Alice หนึ่งเดียวคนนี้รึเปล่า ใช่อลิซคนเดียวกับที่เคยมาในอดีตหรือไม่ แต่ด้วยความที่หนังเลือกที่จะสดใสซาบซ่า ก็เลยไม่เล่นคำถามแบบผู้ใหญ่เลย (คือ...ถ้าเล่นพอยท์นี้ หนังคงออกมาดาร์กๆ โกธิคๆกว่านี้ โฮวววว เอาทิม เบอร์ตันคืนมา)

สุดท้ายเราเลยได้แต่ประเด็นที่ว่า เธอคืออลิซคนเดียวกับอิเด็กเวิ่นเว้อคนนั้นรึเปล่า (เห็นเขาแปล muchness ว่าลูกบ้า ซึ่งก็เข้าใจได้ง่ายกว่านะ ^^")

ที่น่าเสียดายคือหนังสือมีอะไรต่อมิอะไรให้หยิบยืมตั้งแยะ แต่หนังดันเล่นกันง่ายๆนี่แหละ ด้วยการเล่าเรื่องโดยใช้สูตร Hero's Journey ชนิดฉีกซองเติมน้ำร้อน - -" อลิซเป็นเด็ก"คนนั้น"ในตำนาน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าอยากจะเป็นรึเปล่า (reluctant hero) มีปมที่ยังขบไม่แตก ระหว่างทางค้นพบมิตรภาพ มีอุปสรรคเป็นครั้งคราว มีตัวละครลับมาช่วย ปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตาย ทำสงครามครั้งใหญ่ แล้วก็กลับบ้าน...

ที่ลักลั่นย้อนแย้งก็คือ การเล่าเรื่องด้วยสูตรนี้มันก็เวิร์คในหลายๆครั้ง เพราะเชื่อมต่อกับคนดูได้รวดเร็ว แต่กับเรื่องนี้ สงสัยเพราะมันเชื่อมไวไปหน่อย ก็เลยขาดอารมณ์ร่วมอ่ะจ๊ะ (เหมือนจะไปอ่านวิจารณ์ของใครหว่า ที่บอกว่าหนังของทิม เบอร์ตันทุกเรื่องมักจะมี emotion หรือ soul อะไรสักอย่างที่คนดูรู้สึกอินได้เสมอ แต่เรื่องนี้มันไม่มีอ้ะ ราวกับโดนเจี๋ยนทิ้งไว้ในสตูดิโอ) เนื่องจากจขบ.อาจจะหวังว่าจะได้เห็นอะไรมืดๆครึ้มๆบ้าง ไม่ต้องถึงระดับ Pan's Labyrinth ที่เป็นอลิซโคตรระทม แต่ด้วยความที่เวอร์ชั่นนี้สว่างเกินไป เลยติดจะกร่อยๆไปหน่อยจ๊ะ 

*

The Queen's Croquet Ground

หนัง:

หนังหยิบเอาคาแรกเตอร์ของ Queen of Hearts ในภาค AAIW มารวมร่างกับ Red Queen ใน TTLG ...แต่ที่มันทะแม่งแปร่งๆก็คงเพราะว่า คาแรกเตอร์ของราชินีสองคนนี้ไม่เหมือนกันซะหน่อยนิ พอหนังเอามารวมร่างเป็นหนึ่งเดียว มันเลยดูทะแม่งๆ (แต่สงสัยจะด้วยความที่ป้าเฮเลน่ารับบทนี้ ในบางโมเม้น มันเลยดูปกติมาก ฮาาา) จริงๆแล้วคงเป็นผู้หญิงขาดความรักความอบอุ่น มีปมด้อยเป็นหัวแตงโมโตไปหน่อยเมื่อเทียบกับน้องสาว ชีถึงได้ชอบมีบริวารเป็นตัวประหลาด เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าแปลกอยู่คนเดียว

หนังสือ:

Queen of Hearts ในภาคแรกเป็นตัวแทนของความกราดเกรี้ยวไร้สติ กริ้วทีแหกปากที เอะอะก็ไล่ให้เอาไปตัดหัวทิ้งให้หมด เป็นคนโผงผาง และไม่มีความสง่างามแบบราชินี

ตรงกันข้ามกับ Red Queen  ที่เป็นตัวแทนของความเฮี้ยบ ไซโคให้อลิซต้องอยู่ในกรอบและกฎเกณฑ์ เร้ดควีนเป็นผู้ใหญ่ไฮโซวเมื่อเทียบกับควีนโพแดงที่ใช้อารมณ์เป็นหลัก ลักษณะเหมือนเด็ก เร้ดควีนเลยสะท้อนถึงการวางตัวและการสร้างสถานภาพทางสังคมซึ่งเป็นไอเท็มที่อลิซต้องใช้ในการโตเป็นผู้ใหญ่

*

What Alice Found There

สิ่งหนึ่งที่น่าสงสัยคือ หนังจงใจตั้งชื่อให้ตัวละครทุกตัว รวมทั้งสถานที่ในวันเดอร์แลนด์ (ที่โดนเปลี่ยนชื่อเป็นอันเดอร์แลนด์...อีกต่างหาก) จนเผลอคิดไม่ได้ว่า นี่มันก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกันแล้วนี่หว่า ฮา...

ว่ากันว่า การตั้งชื่อให้เป็นการสร้าง personality เพิ่มความผูกพันระหว่างคนดูกับตัวละครนั้นๆ ดังที่อลิซตั้งใจจะจดจำอันเดอร์แลนด์และเพื่อนๆเอาไว้ ตรรกะมันคงจะประมาณว่าถ้ามีชื่อ ก็แสดงว่า มันไม่ใช่จินตนาการล้วนๆ แต่เป็นสิ่งที่เป็นจริงได้ หรือเป็นจริงในมิติอื่น

*

Off with his head!

Alice ถูกตีความไปล้านเจ็ดรูปแบบ (แม้ว่า Lewis Carroll จะยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าเขียนให้เด็กอ่านจริงจริ๊งงง...) อีกทั้งยังมีการเสียดสีและสะท้อนสังคมวิคตอเรียนกลายๆ ระหว่างบรรทัด ไม่ว่าคนเขียนจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

อลิซกลายเป็นหนึ่งในไอคอน เวลาได้ยินชื่อ"อลิซ"ในหนังหรือหนังสือ บางทีแทบจะเดาล่วงหน้ากันไปก่อนเลยทีเดียวว่าจะเชื่อมโยงกับธีมอะไรได้บ้าง เช่น Coming of Age, สาวน้อยช่างฝัน หรือจะเด็กสาวฝันสลายก็ยังได้

หนึ่งในการตีความที่น่าสนใจคือประเด็นทางประวัติศาสตร์และการเมืองของอังกฤษ เพราะฉากทาสีกุหลาบจากสีขาวให้เป็นสีแดง ซึ่งทำให้โยงไปถึง War of the Roses ได้ สงครามระหว่างสองราชวงศ์นี้ ฝ่ายแดงคือแลงคาสเตอร์ ฝ่ายขาวคือยอร์ก (แต่เรื่องนี้มันยาวจังเนาะ...เล่าโดยย่อให้ไม่ไหวอ่า สรุปให้ว่ายอร์กชนะ ) ควีนโพแดงจึงต้องเป็นควีนมาร์กาเร็ต อีกทั้งประโยคเด็ด Off with his head! ก็ยังไปพ้องกับสิ่งที่เชคสเปียร์เคยเขียนเอาไว้ในละครอีกด้วยนะเออว์

(และทารกเบบี๋ที่กลายเป็นหมูของดัชเชสก็คือ Richard III ที่เอียน แมคเคลเลนเคยนำแสดง :D คนเดียวกับที่จับหลานชายสองคนไปขังตายกลายเป็นผีเซเลบในหอคอยลอนดอนนั่นแหละจ๊ะ)


* 

Why is a raven like a writing desk?

คำถามยอดฮิตนี้มีคำตอบที่ถูกต้องคือ มันไม่มีคำตอบ ฮา...

จริงๆแล้วสามารถตีความได้หลายแนวโดยไม่มีใครผิดหรือถูก เนื่องจากคนเขียนเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้คำตอบที่แน่นอนเหมือนกัน (ยกเว้นที่ตอบให้หายคันแบบเล่นคำไปมา)  

แต่จขบ.ก็ชอบคำตอบที่ว่า "เพราะโพเป็นคนเขียน" นะจ๊ะ :D

*

ไม่ได้อัพบล็อกมานานเหมือนกันนะเนี่ย ว่าจะรือทำใหม่แล้วเหมือนกัน ในเร็ววัน (ซ้าาธุ)

พอไปดูอลิซเวอร์ชั่นนี้มาแล้ว พบว่าไม่เหมือน Looking Glass Wars เลยสักกะนิด แต่การมาถึงของอลิซเวอร์ชั่นนี้ทำให้ LGW โดนดองยาวออกไปอีก - -" กรรม

 

Bookworm Tag

posted on 01 Jun 2009 22:38 by vendetta in BereftBook

 ได้ีัรับแถกนี้มาจากคุณ illumin จ๊ะ ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ (ที่ทำให้เรามีอะไรทำ เอ้อววว) ได้ข่าวว่าดร๊าฟท์ทิ้งไว้เป็นชาติเศษกว่้าๆแล้ว แต่เกิดอยากจะเข้า้เทศกาล June Write กับเอ๊กซ์ทีนเลยขุดขึ้นมา เอิ๊กก

*

And there are so many stories to tell, too many, such an excess of intertwined lives events of miracles places rumours, so dense a commingling of the improbable an